Skip to content

บทเรียนสำเร็จรูป

ขอต้อนรับสู่บทเรียนสำเร็จรูป โดย อ.อัญชนา สงวนศรี
เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2010 May 21
Posted by anchana2499

ชื่อเรื่อง                     การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

กลุ่มสาระการเรียนรู้    สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม 

สำหรับนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3    

ผู้รายงาน                       นาง อัญชนา  สงวนศรี

ปีการศึกษา                       2550

 

บทคัดย่อ

                ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน  เรื่อง  พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน  เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ให้มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงเกินเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อประเมินผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน  เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ผลการวิจัยพบว่า

                1. บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 -1.00 และจากการนำบทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   จำนวน 40 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบ  แบบสอบถาม  และแบบประเมินวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ  ได้ค่าประสิทธิภาพ 85.28/83.37  และกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ได้ค่าประสิทธิภาพ 80.70/89.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80

                2. ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    พบว่า  นักเรียนมีผลของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเมื่อเปรียบเทียบค่าที (t-test one sample) ของคะแนนหลังเรียนกับค่าที (t) ในตารางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าบทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอนมีประสิทธิภาพดีที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05

                3. ผลการประเมินการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก เมื่อดูในรายละเอียด พบว่า การใช้ภาษาเข้าใจง่ายและเนื้อหามีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน มีความพึงพอใจสูงที่สุด รองลงมาคือ การนำเสนอการใช้สีเหมาะสม  ช่วยเร้าความสนใจและภาพช่วยสื่อความหมายบทเรียนดีขึ้น ตัวหนังสือมีคุณภาพง่ายต่อการอ่าน  การนำเสนอดึงดูดความสนใจ  ระยะเวลาเหมาะสมกับเนื้อหามีค่า ตามลำดับ  ผลวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  2.78

 

การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

2010 May 21
Posted by anchana2499

ชื่อเรื่อง                     การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

กลุ่มสาระการเรียนรู้    สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม 

สำหรับนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3    

ผู้รายงาน                       นาง อัญชนา  สงวนศรี

ปีการศึกษา                       2550

 

บทคัดย่อ

                ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน  เรื่อง  พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน  เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ให้มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงเกินเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อประเมินผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน  เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ผลการวิจัยพบว่า

                1. บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 -1.00 และจากการนำบทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   จำนวน 40 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบ  แบบสอบถาม  และแบบประเมินวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ  ได้ค่าประสิทธิภาพ 85.28/83.37  และกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ได้ค่าประสิทธิภาพ 80.70/89.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80

                2. ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    พบว่า  นักเรียนมีผลของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเมื่อเปรียบเทียบค่าที (t-test one sample) ของคะแนนหลังเรียนกับค่าที (t) ในตารางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าบทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอนมีประสิทธิภาพดีที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05

                3. ผลการประเมินการใช้บทเรียนสำเร็จรูปช่วยสอน เรื่อง พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก เมื่อดูในรายละเอียด พบว่า การใช้ภาษาเข้าใจง่ายและเนื้อหามีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน มีความพึงพอใจสูงที่สุด รองลงมาคือ การนำเสนอการใช้สีเหมาะสม  ช่วยเร้าความสนใจและภาพช่วยสื่อความหมายบทเรียนดีขึ้น ตัวหนังสือมีคุณภาพง่ายต่อการอ่าน  การนำเสนอดึงดูดความสนใจ  ระยะเวลาเหมาะสมกับเนื้อหามีค่า ตามลำดับ  ผลวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  2.78

 

พุทธประวัติจากพระพุทธรูปปางต่างๆ และชาดก

2009 October 18
Posted by anchana2499
มาฆบูชา

ดังเช่น…

มาฆบูชา

พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน ๑,๐๐๐ องค์นั้น ได้ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารต่อมาถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนมาฆะ (เดือน ๓) เวลานั้น ปริพาชกมีชื่อ ๒ คน คืออุปติสสะ และ โกลิตะ เป็นสหายกัน ได้พาบริวาร (รวมทั้งตัวเองด้วย) จำนวน ๒๕๐ คน เข้าไปเผ้าพระพุทธองค์ที่พระเวฬุวันวิหาร พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดประทานเอหิภิกขุสัมปทาถ้วนทุกคน ปริพาชกที่เป็นบริวารได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั่วทุกคน ส่วนอุปติสสะและโกลิตะผู้เป็นหัวหน้ายังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น ครั้นต่อมาอีก ๗ วัน พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดท่านโกลิตะ ให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ครั้นต่อมาถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓) พระ พุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ทีฆนขะปริพาชกที่ถ้ำสูกรขตา (ถ้ำที่สุกรขุด) ข้างเขาคิชฌกูฎ ท่านอุปติสสะนั่งถวาย งานพัดพระพุทธองค์อยู่ ได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงยกย่องพระอุปติสสะ เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ปรากฏพระนามว่า พระสารีบุตร อัครสาวก ยกย่องพระโกลิตะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายปรากฏนามว่าพระมหาโมคคัลลานะอัครสาวก ทรงเปิดประชุมจาตุรงคสันนิบาตในตอนบ่ายแห่งวันเพ็ญเดือนมาฆะวันนั้นขณะที่พระพุทธองค์เสด็จกลับ จากถ้ำสูกรขตาข้างเขาคิชฌกูฏมาถึงพระเวฬุวันวิหารพระสงฆ์อรหันต์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ ก็ได้มาชุมนุม พร้อมกันเฉพาะพระพักตร์ต่างองค์ต่างมุ่งมาเฝ้าพระพุทธองค์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งการประชุมสงฆ์ครั้งนี้ประกอบ ด้วยองค์ ๔ จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต คือ 

        (๑.) วันนั้นเป็นวันมาฆปุณณมี วันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน มาฆะ 
        (๒.) พระอริยสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกันโดยมิได้มีการนัดหมาย 
        (๓.) พระอริยสงฆ์ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ 
        (๔.) พระอริยสงฆ์ทั้งนั้น ล้วนเป็นเอหิภิกขุคือ ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธองค์เอง 

พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการประชุมประกอบด้วยองค์ ๔ ดังกล่าวนี้ เป็นโอกาศดียิ่งที่จะได้ทรงแสดงหลักการ สำคัญทางพระพุทธศาสนา จึงทรงเปิดการประชุมและทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมนั้น 

ทรงโปรดพระพุทธบิดา พระนางพิมพาและราหุล ต่อจากวันเพ็ญเดือนมาฆะนั้นมา พระพุทธองค์ได้ทรงส่ง พระอริยสาวกจำนวน ๑,๒๕๐ องค์นั้นออกไปประกาศพระพุทธศาสนา กิตติศัพท์ได้เลื่องลือไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ ว่า พระพุทธองค์เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จจารึกโปรดเวไนยชนให้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระสงฆ์ และเป็นอุบาสก อุบาสิกา ได้สำเร็จมรรคผลเป็นจำนวนมาก ขณะนี้กำลังประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดาทรงทราบกิตติศัพท์นั้นแล้ว จึงทรงส่งทูตมาทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จ ไปกรุงกบิลพัสดุ์ แต่ส่งทูตมาอย่างนี้ถึง ๙ ครั้ง พระพุทธองค์ยังมิได้เสด็จ ต่อมาพอย่างเข้าปีที่ ๒ นับแต่ตรัสรู้ พระเจ้าสุทโธทนะ จึงทรงส่งทูตมาอาราธนาอีก โดยทรงมอบให้กาฬุทายีอำมาตย์เป็นหัวหน้าคณะทูตที่มาคราว นี้ก็ได้บวชเป็นพระสงฆ์ และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคณะ ครั้นย่างเข้าฤดูร้อนพระกาฬุทายีจึงทูลอาราธนา พระพุทธองค์เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ตามคำอาราธนาของพระพุทธบิดา พระพุทธองค์พร้อมพระอริยสงฆ์จำนวน ๒ หมื่นรูป จึงได้เสด็จไปโดยมีพระกาฬุทายีเป็นผู้นำทางเสด็จดำเนินเป็นเวลา ๖๐ วันก็ถึงกรุงกบิลพัสดุ์ประทับอยู่ที่นิโครธรามใกล้ป่ามหาวัน ซึ่งพระญาติจัดไว้ถวาย ฃึ่งได้ทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้เลื่อมใส วันรุ่งขึ้นได้เสด็จออกบิณฑบาตโปรดประชาชนในกรุงกบิลพัสด์ ในการเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งนี้นอกจากได้ ทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้เลื่อมใสดังกล่าวแล้ว ยังทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา ให้สำเร็จเป็นพระสกทาคามี โปรดพระนางปชาบดีโคตมี    และพระนางพิมพาให้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน        และโปรดให้พระราหุลกุมารบรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยทรงมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่จำเนียรกาลต่อมาพระราหุลได้อุปสมบทและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ 

ทำไมต้องทำผลงานวิจัยสื่อการเรียนการสอน

2009 October 18
Posted by anchana2499

สืบเนื่องจาก..พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  มาตรา  4  มาตรา  6  มาตรา  22  และมาตรา  23  ได้กำหนดให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม  โดยการถ่ายทอดความรู้  การฝึก  การอบรม  การสืบสานทางวัฒนธรรม  การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการ  การสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคมแห่งการเรียนรู้

และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตให้เป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  คุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขตลอดจนมุ่งเน้นความสำคัญด้านความรู้  ความคิด  ความสามารถ  คุณธรรม  กระบวนการเรียนรู้และรับผิดชอบต่อสังคม  เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุล  โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ทุกคนมีความสำคัญและพัฒนาตนเองได้  ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ  ให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง  ความสัมพันธ์ของตนเองเกี่ยวกับสังคม  ได้แก่  ครอบครัว  ชุมชนและสังคมโลก  รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 

                         การปฏิรูปการเรียนรู้  ถือเป็นหัวใจของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542  และ  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.  2545        ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดการศึกษาแห่งชาติ   คือ  การปฏิรูปการเรียนรู้  ตามหมวด  4 :  แนวการจัดการศึกษา  ซึ่งสาระสำคัญในการปฏิรูปการเรียนรู้  คือ  การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนไทยทั้งชาติ  ให้มีนิสัยรักการอ่าน และเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต   โดยเฉพาะมาตราที่ 22 :  หลักการจัดการศึกษากล่าวว่า  การศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้  และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ  (ยุพิน    พิพิธกุล, 2549. หน้า 1)    จากการปฏิรูปการศึกษา  จำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปครู  เพราะครูเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จอันสำคัญในการปฏิรูป